ปริมาณโอเมก้า 3 มากเท่าไรที่ร่างกายต้องการต่อวัน

กรดไขมันโอเมก้า 3 มีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ วิธีที่ดีที่สุดที่เราจะได้รับไขมันโอเมก้า3อย่างเพียงพอคือ การกินปลาที่มีไขมันอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง  จนถึงวันนี้ยังไม่มีการแนะนำค่าสำหรับ Omega-3s รายวันอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามองค์กรด้านสุขภาพส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าปริมาณกรดไขมันโอเมก้า 3 ควรจะอยุ่ที่  250-500 mg ของ EPA และ DHA รวมกันจะเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาสุขภาพโดยรวม

ความต้องการโอเมก้า 3 สำหรับภาวะสุขภาพแบบจำเพาะเจาะจง

โดยภาวะสุขภาพดังต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อกรดไขมันโอเมก้า 3  และนี่เป็นปริมาณที่ต้องใช้ในแต่ละภาวะสุขภาพ

สุขภาพหัวใจ

จาการทดลอง ได้ใช้ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 11,000 คน ที่กินยา  EPA  และ DHA ขนาด 850 mg  ทุกวันเป็นเวลาสามปีครึ่ง ผลปรากฏว่า การเกิดหัวใจวายลดลง 25 % และสามารถลดการเสียชีวิตกะทันหันได้ถึง 45%  จากการทดลองนี้ทำให้หลายองค์กรรวมถึง AHA แนะนำผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ รับประทานยา EPA และ DHA ขนาด 1000 mg และยังแนะนำว่าผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ควรจะได้รับ EPA และ DHA รวมกัน 2,000-4,000 มก. ในแต่ละวัน

ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

การศึกษาพบว่าปริมาณโอเมก้า 3 ในปริมาณสูงตั้งแต่ 200-2,200 มก. ต่อวันสามารถลดอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้

โรคมะเร็ง

การบริโภคปลาและกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างมากทำให้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากและลำไส้ใหญ่ลดลง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกำหนดปริมาณที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

ข้อสรุป

กรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถช่วยให้มีสภาวะสุขภาพมากมาย ปริมาณที่แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพตั้งแต่ 200-4,000 มก.

ปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า -3 ที่จำเป็นสำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์

การวิจัยแสดงให้เห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะ DHA มีความสำคัญก่อนระหว่างและหลังการตั้งครรภ์ แนะนำให้ใช้ DHA เพิ่มเติม 200 มก. สำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์และคุณแม่เป็นผู้ให้นมบุตร ปริมาณที่แนะนำสำหรับทารกและเด็กคือ 50-100 mg ของ EPA และ DHA รวมต่อวัน

 

การรับประทานโอเมก้า 3 มากเกินไปเป็นอันตรายไหม?

องค์การอาหารและยาได้อ้างว่าการใช้โอเมก้า 3 จากอาหารเสริมมีความปลอดภัยหากใช้ปริมาณไม่เกิน 3,000 มก. ต่อวัน  ในทางตรงกันข้าม EFSA (European equivalent of FDA) ได้ประกาศว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีความปลอดภัยสูงสุด 5,000 มก. ต่อวัน  แต่จากผลสรุปได้ว่า การได้รับโอเมก้า 3 ถึง 3,000-5,000 มก. ต่อวันดูเหมือนจะปลอดภัยแต่การรับประทานอาหารที่มีปริมาณมาก ๆ อาจไม่จำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่รวมถึงโอเมก้า 3 ด้วย

 

ข้อแนะนำปริมาณการใช้อาหารเสริมประเภทโอเมก้า 3

การใช้อาหารเสริมเกี่ยวกับโอเมก้า 3 ไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องอ่านฉลากของอาหารเสริม omega-3 ของคุณเพื่อหาจำนวน EPA และ DHA ที่มีอยู่จริง จำนวนนี้มักจะแตกต่างกันออกไปและป้ายกำกับอาจสร้างความสับสน ตัวอย่างเช่นอาหารเสริมอาจกล่าวได้ว่ามีน้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม แต่ในความเป็นจริงแล้วมีปริมาณน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ EPA และ DHA ที่อยู่ในปริมาณที่กำหนด ดังนั้นถ้าคุณจะกินให้ได้ 3000 – 5000 mg คุณอาจต้องทานมากถึง 4-6 แคปซูลเพื่อให้ได้ปริมาณที่แนะนำ สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาปริมาณ EPA และ DHA ในอาหารเสริมไม่ใช่แค่น้ำมันปลาที่มีอยู่ วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณได้รับ EPA และ DHA เพียงพอ

 

รวม6แป้งพัฟคุมมัน ร้อนมากแค่ไหนก็เอาอยู่

ในสมัยที่โลกร้อนแดดเผาแม้กระนั้นเมคอัพจึงควรดำรงอยู่ การเลือกเครื่องสำอางค์ก็เลยเป็นเรื่องสำคัญเว้นแต่รองพื้นจะแน่น คุมมันกันน้ำกันเหงื่อได้แม้กระนั้นเพื่อความไม่กังวลใจพวกเราควรจะใช้แป้งพัฟประสิทธิภาพร่วมด้วย เพื่อหน้าที่งาม ไบร์ททั้งวันแป้งพัฟที่ดีประทับใจผู้หญิงน่าจะเป็นสูตรที่ควบคุมความได้ดิบได้ดี กันน้ำ กันเหงื่อไม่ทำให้เมคอัพไหลเยิ้มและไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอุดตันต่อผิวไอเท็มสำคัญอย่างงี้จะมีแบรนด์ใดไปบ้างไปดูกันได้เลย
1.Chaonang Perfect Bright UV2 way Powder Foundation
เริ่มที่แบรนด์ของไทยคุณภาพดีๆกับแป้งเจ้านางคาดว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยคงจะรู้จัก ตัวนี้ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปกปิดได้อย่างเรียบเนียน คุมมันกันน้ำกันเหงื่อได้ทั้งวัน ไม่ทำให้หน้าดคอยประหว่างวันด้วยนะแม้ว่าจะให้การปกปิดที่ดีแต่ตัวนี้ไม่ทำให้หนักหน้าเลย
2.Maybelline fit me matte + poreless
จากแบรนด์ดังด้วยการเป็นแป้งพัฟเนื้อแมทซ์ก็เลยควบคุมความมันเจริญให้การปกปิดในระดับนึง ข้างหลังลงแป้งตัวนี้จะให้ลุคแมทซ์ไปกับหน้า บางเบาไม่หนักหน้า ไม่ทำให้ผิวตันเหมาะกับผู้ที่ผิวมันหรือผิวผสม
3.Srichand Luminescence Glowing Brilliance Perfecting Powder
อีกหนึ่งแบรนด์ไทยประสิทธิภาพแป้งพัฟเนื้อเนียนพิเศษ ให้ความเนียนและก็สีผิวที่เป็นประจำกับผิวหน้า ตัวนี้เป็นแป้งที่ไม่มีน้ำหอมผ่านการทดการระคายเคืองแล้วว่าไม่มีอันตรายสาวผิวแพ้ง่ายที่ปรารถนาควบคุมความมันบนบริเวณใบหน้าสามารถใช้ได้ เนื้อแป้งเป็นแบบแมตซ์เกลี่ยง่าย บางเบาแต่ว่าให้การปกปิดที่ดี
4.L’OREAL Paris BB Veil Poreless Matte Finishing Powder
ตัวนี้พิเศษที่เป็นแป้งผสมกับบีบีช่วยปกปิดรูขุมขนทำให้ผิวเกลี้ยงงามช้านานตลอดทั้งวัน สามารถควบคุมความมันกันน้ำกันเหงื่อได้ดีมากเลยเชียวเนื้อแป้งมีความแมทซ์สาวที่มีผิวในลักษณะเป็นผิวแห้งมากมายจำเป็นต้องทดลองทดลองดูซินะ
5.Oriental Princess Beneficial Ultimate Coverage Foundation Powder (Ad)
แป้งพัฟผสมรองพื้นด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบาแต่ว่าให้การปกปิดอย่างยอดเยี่ยมทำให้ฟินิชลุคออกมางามแบบธรรมชาติสบายผิวไม่หนักหน้านอกเหนือจากการที่จะทำให้หน้างามตลอดทั้งวันตัวนี้ยังมีสารบำรุงจากดอกค้างโมมายล์ช่วยลดลางเลือนริ้วรอย ไม่ทำให้หน้าแห้งและก็คุมความมันได้ตลอดวัน
6.Revlon Age Defying Two-Way Powder Foundation SPF14 / PA+++
นอกเหนือจากการที่จะดังในเรื่องรองพื้นแล้วแป้งพัฟก็คุณภาพดีด้วยเช่นเดียวกันกับตัวนี้ที่ช่วยคุมความมัน ปกปิดผิวได้อย่างเรียบเนียนไม่ทำให้เป็นคราบเปื้อน หน้าไม่หมองระหว่างวันให้ลุคที่เป็นธรรมชาติแป้งไม่หนักรวมทั้งดกจนกระทั่งเหลือเกินมีการบำรุงไปในตัวด้วยส่วนประกอบของBotafirm ที่ช่วยลดลางเลือนริ้วรอยทั้งยังยังมีมอยพบไรเซอร์และก็วิตามิอีอีกด้วย
ด้วยความมากมายของสินค้าจากแบรนด์ต่างๆทำให้ผู้หญิงจำต้องเลือกแป้งที่ถูกกับผิวหน้าของตนรวมทั้งทดลองให้ดีซะก่อนมิเช่นนั้นอาจจะมีการเกิดการแพ้เนื่องจากผิวหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกันอย่างสาวผิวมันหรือผิวผสมควรที่จะทำการเลือกแป้งที่ให้ลุคแมทซ์สาวที่มีผิวที่ซึ่งเป็นผิวแห้งก็ควรจะเลือกที่ไม่แมทซ์เหลือเกินแต่ว่ายังคงการควบคุมมันได้ดิบได้ดีและก็สาวผิวแพ้ง่ายควรจะทดลองก่อนจะมีการใช้หรือเลือกแป้งที่ไม่ส่วนประกอบของน้ำหอม อันเป็นที่มาของการแพ้

รู้ไว้ไม่เสียหาย!! กับข้อดีข้อเสียของการจัดฟัน

หลายคนคงมีปัญหาเรื่องฟันไม่เข้ารูป หรือฟันผิดปกติ และคงหาทางออกด้วยวิธีการจัดฟัน แม้ว่าการจัดฟันนั้นจะทำให้ฟันเราสวยดั่งใจ แต่น้อยคนนะคะที่จะรู้ถึงผลกระทบที่ตามมา หรือหลายๆคนที่มารู้ทีหลังก็สายไปเสียแล้ว และวันนี้ค่ะ เรามีข้อดีข้อเสียของการจัดฟันมาบอกเพื่อนๆให้ทราบกัน จะมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

ข้อดีของการจัดฟัน

  1. สร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับผู้จัดฟัน
  2. สร้างประสิทธิภาพที่ดีให้กับฟัน
  3. สร้างสุขภาพช่องปากที่ดี
  4. สร้างจุดเด่นให้กับตนเอง
  5. หมดปัญหาเรื่องฟันห่างและการสบฟันหน้า

ข้อเสียของการจัดฟัน

  1. คุณจะได้รับความเจ็บปวดหลังจากการจัดฟัน
  2. คุณต้องดูแลช่องปากให้ได้มากที่สุดเพื่อลดคราบจุลินทรีย์และการสะสมสิ่งสกปรกในช่องปาก
  3. คุณต้องเสียเงินและเวลาตลอดเวลาที่จัดฟัน
  4. คุณจะสูญเสียแร่ธาตุบริเวณผิวฟัน
  5. อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผิวเคลือบฟันได้
  6. มีโอกาสสูงที่ฟันที่เคยอุดหลุดออก
  7. อาจทำให้เกิดปัญหาเหงือกร่นได้
  8. คุณต้องใส่รีเทนเนอร์ไปจนตาย
  9. คุณอาจจะต้องใส่ฟันปลอมเร็วกว่าคนอื่น
  10. อาจทำให้เกิดปัญหาฟันตายได้

ถึงแม้ว่าการจัดฟันนั้นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ฟันเรียงตัวสวยขึ้นหรือช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบดเขี้ยวอาหาร หรือภาพลักษณ์และบุคลิกภาพที่ดีขึ้น แต่หากมองในระยะยาวแล้ว เพื่อนๆก็ต้องยอมรับในทุกข้อเสียของการจัดฟันให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจจัดฟันนะคะ เพราะถ้าเพื่อนๆดูแลฟันของตัวเองได้ไม่ดีพอ เพื่อนๆก็อาจจะต้องสูญเสียฟันที่คุณรักไปโดยปริยาย แต่ถ้าหากยอมรับได้หรือพร้อมที่จะดูแลฟันของตัวเองเป็นอย่างดี ก็ไม่มีปัญหาใดๆที่จะต้องคิดก่อนจัดฟันแล้วล่ะค่ะ